ความรู้เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์

วัดขนาดกล่องอาหารอย่างไร ให้ใส่สินค้าพร้อมซองได้พอดี?

มีซองสินค้าขนาด 10 × 15 ซม. แล้วทำกล่องขนาด 10 × 15 ซม. ตามเลยได้ไหม? คำตอบคือ ยังไม่ควรรีบกำหนดขนาดกล่องจากตัวเลขบนซองเพียงอย่างเดียว เพราะเวลานำสินค้าจริงใส่เข้าไป ซองอาจมีความหนา มีรอยซีล ขอบซอง หรือพองขึ้นจากสินค้าที่อยู่ด้านใน ยิ่งหนึ่งกล่องใส่หลายซอง ความหนาก็จะเพิ่มขึ้นอีก การกำหนด ขนาดกล่องอาหาร จึงควรเริ่มจากสินค้าจริง พร้อมดูว่าจะจัดวางสินค้าภายในกล่องอย่างไร

ขอใบเสนอราคา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
วิธีวัดขนาดกล่องอาหารจากขนาดสินค้าพร้อมซองก่อนผลิตกล่อง
01

วัดซองจริง

02

จัดเรียงสินค้า

03

กำหนดขนาดกล่อง

04

ทดลองก่อนผลิต

วัดขนาดกล่องอาหารอย่างไร ให้ใส่สินค้าพร้อมซองได้พอดี?

01

อย่าวัดแค่หน้าซอง ต้องวัดตอนมีสินค้าอยู่ข้างใน

สิ่งแรกที่ควรทำคือใช้ ซองที่บรรจุสินค้าจริงแล้ว มาวัด ไม่ใช่วัดจากไฟล์ Artwork หรือขนาดซองเปล่าเพียงอย่างเดียว ให้ดูทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาที่มากที่สุดของซอง รวมถึงขอบซีลที่ยื่นออกมา อาหารบางประเภททำให้ซองไม่แบนสนิท เมื่อวางบนโต๊ะอาจมีส่วนกลางที่นูนขึ้น หรือรูปทรงของสินค้าด้านในทำให้ความหนาแต่ละจุดไม่เท่ากัน หากวัดเฉพาะพื้นที่กราฟิกบนหน้าซอง ขนาดที่ได้จึงอาจเล็กกว่าพื้นที่ที่ต้องใช้จริง

วัดจากของจริง
02

ใส่หลายซอง ต้องลองจัดเรียงก่อนวัดกล่อง

ถ้าหนึ่งกล่องมี 5 ซอง ไม่ควรวัดซองหนึ่งชิ้นแล้วนำความหนาไปคูณ 5 ทันที เพราะเมื่อวางซ้อนกัน ซองอาจเหลื่อมกัน มีรอยซีลซ้อนกัน หรือมีอากาศอยู่ภายใน วิธีที่เห็นภาพกว่า คือ นำสินค้าครบตามจำนวนที่จะขายจริงมาจัดเรียงก่อน ลองดูว่าจะวางซ้อนกัน เรียงข้างกัน หรือตั้งซองในแนวตั้ง จากนั้นค่อยวัดขนาดรวมของสินค้าทั้งชุดอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ยังช่วยให้เห็นด้วยว่า ถ้าเปิดกล่องแล้วสินค้าอยู่ในตำแหน่งนี้ จะหยิบออกง่ายหรือไม่

จัดสินค้าให้เหมือนตอนขายจริง
03

กล่องไม่ควรเท่ากับสินค้าพอดีแบบไม่มีพื้นที่เหลือ

ถ้าสินค้าที่จัดเรียงแล้วมีขนาดรวม 15 × 20 × 5 ซม. ไม่ได้หมายความว่าขนาดด้านในของกล่องควรกำหนดเป็น 15 × 20 × 5 ซม. แบบพอดีเป๊ะทันที ต้องพิจารณาพื้นที่สำหรับการใส่และนำสินค้าออก รวมถึงลักษณะของโครงสร้างกล่องและความหนาของวัสดุด้วย แต่ก็ไม่ควรเผื่อมากเกินไป เพราะเมื่อกล่องใหญ่กว่าสินค้ามาก สินค้าด้านในอาจเคลื่อนตัว และขนาดกล่องก็ใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น จึงไม่มีตัวเลขเผื่อที่ใช้ได้กับกล่องทุกแบบ ควรดูจาก สินค้า โครงสร้าง และวิธีบรรจุจริง แล้วกำหนดระยะที่เหมาะสมเป็นงาน ๆ ไป

ต้องมีพื้นที่สำหรับใช้งาน
04

ตัวเลขลงตัวแล้ว ยังควรลองใส่กล่องจริง

แม้วัดสินค้าและคำนวณ ขนาดกล่องอาหาร เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่ช่วยยืนยันได้ดีที่สุดคือการขึ้นตัวอย่างกล่อง เมื่อตัดและพับเป็นกล่องจริง จะได้ลองนำสินค้าครบทุกซองใส่ลงไป แล้วเช็กว่าใส่ง่ายหรือไม่ ฝากล่องปิดได้ตามปกติไหม ซองถูกบีบหรือพับตรงไหนหรือเปล่า และเมื่อต้องหยิบสินค้าออกสามารถทำได้สะดวกแค่ไหน หากพบว่ากล่องแน่นหรือหลวมเกินไป ก็ยังสามารถกลับไปปรับขนาดก่อนผลิตจำนวนจริงได้ เพราะความต่างเพียงเล็กน้อยที่ดูแทบไม่เห็นในไฟล์ อาจรู้สึกได้ทันทีเมื่อทดลองใส่สินค้าจริง

เทสก่อนผลิต
05

วัดจากสินค้า ไม่ใช่เดาขนาดจากกล่อง

การกำหนด ขนาดกล่องอาหาร ที่พอดีควรเริ่มจาก ซองที่บรรจุสินค้าจริง → จำนวนต่อกล่อง → วิธีจัดเรียง → ขนาดรวม → ระยะสำหรับใช้งาน → ตัวอย่างกล่อง

การวัด
01อย่าวัดแค่หน้าซอง ต้องวัดตอนมีสินค้าอยู่ข้างในวัดจากของจริง

สิ่งแรกที่ควรทำคือใช้ ซองที่บรรจุสินค้าจริงแล้ว มาวัด ไม่ใช่วัดจากไฟล์ Artwork หรือขนาดซองเปล่าเพียงอย่างเดียว ให้ดูทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาที่มากที่สุดของซอง รวมถึงขอบซีลที่ยื่นออกมา อาหารบางประเภททำให้ซองไม่แบนสนิท เมื่อวางบนโต๊ะอาจมีส่วนกลางที่นูนขึ้น หรือรูปทรงของสินค้าด้านในทำให้ความหนาแต่ละจุดไม่เท่ากัน หากวัดเฉพาะพื้นที่กราฟิกบนหน้าซอง ขนาดที่ได้จึงอาจเล็กกว่าพื้นที่ที่ต้องใช้จริง

02ใส่หลายซอง ต้องลองจัดเรียงก่อนวัดกล่องจัดสินค้าให้เหมือนตอนขายจริง

ถ้าหนึ่งกล่องมี 5 ซอง ไม่ควรวัดซองหนึ่งชิ้นแล้วนำความหนาไปคูณ 5 ทันที เพราะเมื่อวางซ้อนกัน ซองอาจเหลื่อมกัน มีรอยซีลซ้อนกัน หรือมีอากาศอยู่ภายใน วิธีที่เห็นภาพกว่า คือ นำสินค้าครบตามจำนวนที่จะขายจริงมาจัดเรียงก่อน ลองดูว่าจะวางซ้อนกัน เรียงข้างกัน หรือตั้งซองในแนวตั้ง จากนั้นค่อยวัดขนาดรวมของสินค้าทั้งชุดอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ยังช่วยให้เห็นด้วยว่า ถ้าเปิดกล่องแล้วสินค้าอยู่ในตำแหน่งนี้ จะหยิบออกง่ายหรือไม่

03กล่องไม่ควรเท่ากับสินค้าพอดีแบบไม่มีพื้นที่เหลือต้องมีพื้นที่สำหรับใช้งาน

ถ้าสินค้าที่จัดเรียงแล้วมีขนาดรวม 15 × 20 × 5 ซม. ไม่ได้หมายความว่าขนาดด้านในของกล่องควรกำหนดเป็น 15 × 20 × 5 ซม. แบบพอดีเป๊ะทันที ต้องพิจารณาพื้นที่สำหรับการใส่และนำสินค้าออก รวมถึงลักษณะของโครงสร้างกล่องและความหนาของวัสดุด้วย แต่ก็ไม่ควรเผื่อมากเกินไป เพราะเมื่อกล่องใหญ่กว่าสินค้ามาก สินค้าด้านในอาจเคลื่อนตัว และขนาดกล่องก็ใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น จึงไม่มีตัวเลขเผื่อที่ใช้ได้กับกล่องทุกแบบ ควรดูจาก สินค้า โครงสร้าง และวิธีบรรจุจริง แล้วกำหนดระยะที่เหมาะสมเป็นงาน ๆ ไป

04ตัวเลขลงตัวแล้ว ยังควรลองใส่กล่องจริงเทสก่อนผลิต

แม้วัดสินค้าและคำนวณ ขนาดกล่องอาหาร เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่ช่วยยืนยันได้ดีที่สุดคือการขึ้นตัวอย่างกล่อง เมื่อตัดและพับเป็นกล่องจริง จะได้ลองนำสินค้าครบทุกซองใส่ลงไป แล้วเช็กว่าใส่ง่ายหรือไม่ ฝากล่องปิดได้ตามปกติไหม ซองถูกบีบหรือพับตรงไหนหรือเปล่า และเมื่อต้องหยิบสินค้าออกสามารถทำได้สะดวกแค่ไหน หากพบว่ากล่องแน่นหรือหลวมเกินไป ก็ยังสามารถกลับไปปรับขนาดก่อนผลิตจำนวนจริงได้ เพราะความต่างเพียงเล็กน้อยที่ดูแทบไม่เห็นในไฟล์ อาจรู้สึกได้ทันทีเมื่อทดลองใส่สินค้าจริง

05วัดจากสินค้า ไม่ใช่เดาขนาดจากกล่องการวัด

การกำหนด ขนาดกล่องอาหาร ที่พอดีควรเริ่มจาก ซองที่บรรจุสินค้าจริง → จำนวนต่อกล่อง → วิธีจัดเรียง → ขนาดรวม → ระยะสำหรับใช้งาน → ตัวอย่างกล่อง

สรุปก่อนเริ่มผลิตกล่อง

ไม่จำเป็นต้องคำนวณขนาดกล่องเองให้เสร็จก่อนติดต่อโรงพิมพ์ หากมีสินค้าจริง สามารถแจ้งขนาด จำนวนซองต่อกล่อง และรูปแบบกล่องที่ต้องการเพื่อช่วยกันวางโครงสร้างต่อได้

อยากเริ่มต้นงานกล่องสำหรับแบรนด์ของคุณ?

ทีมงานพร้อมให้คำแนะนำ ออกแบบ และประเมินราคาให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือทดลอง คำนวณราคากล่องออนไลน์ฟรี เพื่อวางงบเบื้องต้น

ขอใบเสนอราคา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

บทความที่เกี่ยวข้อง